เที่ยวจีน101: เส้นทางสายไหม | 丝绸之路 | Silk Road

Last updated: Jul 30, 2018  |  6612 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

เส้นทางสายไหม เป็นหนึ่งในเส้นทางที่นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝันจะไปเยือน เพื่อชมความรุ่มรวยทั้งในแง่ธรรมชาติและศิลปะที่เชื่อมเอาอารยธรรมตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน โดยชื่อ "เส้นทางสายไหม" มีที่มาจากสินค้าล้ำค่าในยุคโบราณอย่างผ้าไหม ที่ถูกบรรทุกจากจีนไปค้าขายยังแดนไกล 

ตามประวัติศาสตร์ เส้นทางสายไหมมีจุดเริ่มต้นจากนครฉางอานหรือซีอานในปัจจุบัน มุ่งไปทางตะวันตก ข้ามชายแดนจีนเข้าสู่อินเดีย เปอร์เซีย เอเชียกลาง ไปจนถึงกรุงสแตนติโนเปิล นอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายสาย แต่หัวใจสำคัญคือการข้ามทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) อันแสนอันตรายไปให้ถึงดินแดนตะวันตกนั่นเอง


ในเอนทรีนี้ เราคัดมาแต่ไฮไลต์ที่ตั้งอยู่ตามแนวระเบียงเหอซี (河西走廊 | Hexi Corridor) มณฑลกานซู่ เอาใจคนที่ต้องการชิมลางเส้นทางสายไหมโดยเฉพาะ!


1. ภูเขาสายรุ้ง อุทยานธรณีจางเย่ตานเซี๋ย | 七彩山, 张掖丹霞地貌

เริ่มกันที่เมืองจางเย่ อดีตเมืองโอเอซิสขอบแผ่นดินจีนในยุคโบราณ ที่ตั้งของอุทยานธรณีจางเย่ตานเซี๋ย ความพิเศษของที่นี่คือลายริ้วสวยงามตามแนวเขาที่เกิดจากการก่อตัวของหินทรายและแร่ธาตุ เชื่อกันว่าแนวหินเหล่านี้มีอายุเก่าแก่ถึง 24 ล้านปี แถมภูเขาสีรุ้งยังมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นบนโลก อีกแห่งต้องบินไปไกลถึงเปรูกันเลยเชียว

ตัวอุทยานจะอยู่ห่างจากตัวเมืองจางเย่มาอีกนิด โดยโซนที่คนนิยมไปกันคือหลินเจ๋อ (临泽) ใช้เวลากันราว ๆ 2-3 ชั่วโมงก็เต็มอิ่ม การเดินทางภายในต้องใช้รถบัสของอุทยานที่จะวิ่งไปจอดตามจุดชมวิวต่าง ๆ ให้เราได้สัมผัสกับภูมิประเทศแปลกตาเหมือนกำลังอยู่บนดาวอังคาร 

อันนี้ไม่ใช้ฟิลเตอร์นะจ๊ะ

อย่างไรก็ดี สีสันฉูดฉาดแบบที่เห็นในภาพตามอินเทอร์เน็ตมักจะผ่านฟิลเตอร์มาอย่างโชกโชน ส่วนสีจริง ๆ ก็ประมาณในรูปของเรานี่แหละ บวกลบนิดหน่อยตามสภาพอากาศและกล้อง แต่อย่าให้เรื่องนี้มาเป็นอุปสรรค เพราะตอนแรกเราก็ไม่ค่อยอิน แต่พอได้เห็นภูเขาลายริ้วแบบสุดลูกหูลูกตาด้วยตัวเองแล้วก็ต้องร้องโอ้โหวววววว ธรรมชาตินี่ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ

2. ด่านเจียอวี้กวาน | 嘉峪关

เมื่อเอ่ยถึงกำแพงเมืองจีน หลายคนคงนึกถึงปักกิ่งเป็นอันดับแรก แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่าแนวกำแพงสิ้นสุดลงตรงไหน ซึ่งคำตอบก็อยู่ในเส้นทางสายไหมนี่เอง เพราะด่านเจียอวี้กวานเป็นด่านสุดท้ายทางทิศตะวันตกของกำแพงเมืองจีน เปรียบได้กับสุดเขตแดนตะวันตกของจีนโบราณ 

ด่านเจียอวี้กวานยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในด่านทหารยุคโบราณแห่งสุดท้ายที่ยังมีสภาพดีเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ากำแพงและอาคารต่าง ๆ ดูค่อนข้างใหม่และสมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นเพราะผ่านการบูรณะ รวมถึงถูกเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย แต่ก็ยังมีป้อมปราการบางส่วนที่เป็นของเดิมจากสมัยราชวงศ์หมิง คิดคร่าว ๆ ก็อายุราว 600 ปี

นอกจากนี้ ในสมัยโบราณ ชาวจีนที่ถูกเนรเทศจะต้องเดินทางออกจากประตูด่านแห่งนี้ไปเผชิญชะตากรรมทางทิศตะวันตก และเมื่อออกนอกด่านไปก็ยากที่จะได้กลับมาอีก ด่านเจียอวี้กวานจึงเป็นชื่อที่น่าพรั่งพรึงสำหรับชาวจีนในยุคหนึ่ง 


เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีการขุดพบสุสานโบราณสมัยราชวงศ์จิ้นหรือเกือบ 2,000 ปีที่แล้วในบริเวณใกล้เคียง โดยตอนนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนทางโบราณคดี จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในละแวกนั้นผุดขึ้นมาอีก แค่นี้ก็เที่ยวกันไม่ทันแล้วววว 

3. เนินทรายหมิงซาซาน | 鸣沙山 & สระวงพระจันทร์เยว่หย่าฉวน | 月牙泉

เคลื่อนขบวนต่อมาที่เมืองตุนหวง (敦煌) จุดตัดสำคัญระหว่างเส้นทางสายไหมสายเหนือและใต้ที่ลัดเลาะไปตามแอ่งทาริม (Tarim Basin) ทั้งยังเป็นเมืองโอเอซิสที่คาราวานพ่อค้าจากทั้งดินแดนตะวันตกและตะวันออกใช้เป็นจุดแวะพัก ตุนหวงจึงรุ่มรวยด้วยการปะทะกันของวัฒนธรรมต่าง ๆ มาแต่โบราณ แม้กระทั่งปัจจุบันเราก็จะเห็นว่า ตุนหวงเจริญกว่าเมืองโดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ 


ตุนหวงอาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย
แต่สวรรค์น้อยกลางทะเลทรายแห่งนี้เป็นสถานที่ในฝันของนักเดินทางทั่วโลก

จุดท่องเที่ยวดาวเด่นของตุนหวงมีหลายแห่ง ที่แรกที่เราขอหยิบมาเล่าคือเนินทรายหมิงซาซาน ตลอดทางมายังเมืองตุนหวง ทิวทัศน์สองข้างทางจะเป็น (ส่วนหนึ่งของ) ทะเลทรายโกบี แต่ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าอุทยานหมิงซาซาน-เยว่หย่าฉวน ภาพเนินทรายสูงตระหง่านก็จะปรากฏให้เห็น เราที่ได้เจอแต่ทะเลกับภูเขาจึงอดตื่นเต้นไม่ได้


กิจกรรมสุดฮิตย่อมหนีไม่พ้นการขี่อูฐข้ามเนินทราย โดยจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึงจะไม่ค่อยสันทัดเรื่องอูฐ แต่เท่าที่สัมผัส เราบอกเลยว่าน้องอูฐที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดี เพราะเป็นเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้านในแถบนี้ แถมตัวหนึ่ง ๆ ก็ราคาไม่ถูก เพราะงั้นหายห่วงได้จ้า ที่ต้องห่วงคือเราที่นั่งอยู่บนอูฐนี่เแหละ เหนี่ยวที่จับแน่น ๆ นะ


จบจากกิจกรรมขี่อูฐ ยังมีจุดท่องเที่ยวอีกแห่งในระยะเดินถึง นั่นคือ สระเยว่หย่าฉวนหรือสระวงพระจันทร์ โอเอซิสรูปจันทร์เสี้ยวกลางทะเลทราย ที่ต้นไม้ใบหญ้าจะกลายเป็นสีเขียวชอุ่มอย่างน่าอัศจรรย์ในฤดูใบไม้ผลิ ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศจากเนินทรายสุดลูกหูลูกตาได้เป็นอย่างดี


4. ถ้ำโม่เกาคู | 莫高窟 

นอกจากจะมีความสำคัญในฐานะโอเอซิสอันเป็นจุดแวะพักของกองคาราวานค้าขายแล้ว ตุนหวงยังโดดเด่นอย่างยิ่งในแง่ประวัติศาสตร์การเผยแพร่พุทธศาสนาด้วย เพราะเมืองนี้เป็นที่ตั้งของถ้ำพุทธศิลป์โม่เกาคู ดาวเด่นที่สุดบนเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นแหล่งของประวัติศาสตร์เก่าแก่ งานศิลปะล้ำค่า และความศรัทธานับพันปี

ด้านนอกถ้ำหมายเลข 96 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะสมัยราชวงศ์ถัง ความสูง 33 เมตร

ถ้ำโม่เกาคู เป็นหมู่ถ้ำน้อยใหญ่กว่า 700 แห่งที่ถูกเจาะเข้าไปในผาหินริมแม่น้ำ ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป รูปปั้นทางพุทธศาสนา รวมถึงเป็นที่บรรจุพระสูตรและคัมภีร์ต่าง ๆ นอกจากนี้ บนผนังยังเต็มไปด้วยภาพเขียนพุทธศิลป์สุดวิจิตรบรรจง โดยถ้ำทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยช่างศิลป์นับร้อยคน ผ่านกาลเวลานับพันปี โดยผู้ริเริ่มคือพระภิกษุเล่อจุน ที่มีนิมิตเห็นพระพุทธรูปพันองค์เหนือเนินทรายเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ท่านจึงเจาะหน้าผาและสร้างถ้ำวัดแห่งแรกขึ้น ก่อนที่ถ้ำอื่น ๆ จะถูกสร้างตามมา 


นักท่องเที่ยวทั่วไปอย่างเรายังอิ่มเอมใจ สายโบราณคดีมาที่นี่ต้องมีน้ำตาเอ่อกันบ้างล่ะ
(ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Dunhuang_Zhang_Yichao_army.jpg)

สเต็ปการเข้าชมอย่างคร่าว ๆ คือ เราจะเจอศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวเป็นอย่างแรก เมื่อได้บัตรผ่านประตูแล้ว ก็จะได้ชมภาพยนตร์ 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นประวัติเส้นทางสายไหม เรื่องที่สองเป็นภาพยนตร์ในห้อง 360 องศา ที่จะพาผู้ชมไปดูศิลปวัตถุในถ้ำอย่างใกล้ชิด เพราะในการเข้าชมจริงจะไม่มีแสงสว่างให้เราได้เก็บรายละเอียด จากนั้นค่อยขึ้นรถอุทยานเพื่อไปชมถ้ำของจริง

เมื่อถึงที่หมาย ก็ยังต้องต่อคิวรอให้เจ้าหน้าที่ทยอยปล่อยเข้าไปเป็นกลุ่ม ๆ การเที่ยวชมจะมีไกด์ประกบเพื่อเปิดถ้ำและบรรยาย (เช็กให้แน่ใจก่อนนะว่าไกด์ภาษาอังกฤษมีรอบไหนบ้าง) โดยเราจะได้ชมถ้ำ 5-8 แห่ง ขึ้นอยู่กับการจัดสรรของเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญ ภายในห้ามถ่ายรูปนะจ๊ะ


ถ้ำหมายเลข 285
(ที่มา: https://www.culturalweekly.com/cave-temples-of-dunhuang-getty/)

ส่วนตัวเราติดตาตรึงใจกับรายละเอียดและสีสันบนผนังถ้ำ ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะยังเหลือรอดในสภาพดีมาจนถึงทุกวันนี้ อีกอย่างคือลวดลายแพทเทิร์นบนผนัง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอันหลากหลายบนเส้นทางสายไหม ทั้งจีน อินเดีย อาหรับ รวมไปถึงกรีกด้วย ทำให้งานที่นี่สวยงามแตกต่างจากงานพุทธศิลป์จีนที่เราเห็นจนชินตา ใครที่อยู่สายศิลปะ งานออกแบบ กราฟฟิค รวมถึงแฟชั่นดีไซน์ น่าจะเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจจากที่นี่ได้หลายกระบุงเลย 

เนื่องจากถ้ำเหล่านี้มีอายุนับพันปี จึงต้องระมัดระวังความเสียหายที่เกิดจากอุณหภูมิ
ความชื้น แสงสว่าง และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นพิเศษ

บอกเลยว่า หากจะมีสถานที่ใดที่คู่ควรได้รับการขนานนามว่าเป็นมรดกโลก ก็เห็นจะเป็นที่นี่เอง เพราะแม้เงื่อนไขจะมากมาย แถมยังเดินทางมาไม่ง่าย แต่ผู้คนก็ยังหลั่งไหลมาชมความมหัศจรรย์ของถ้ำโม่เกาคูกว่า 1 ล้านคนในแต่ละปี ใครที่จะไปเยือนโดยเฉพาะในช่วงพีคซีซัน (เดือนสิงหา-กันยา) ขอแนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนนะ

Tahua Tips & Tricks:

- นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเริ่มต้นจากเมืองซีอาน ต่อไปยังหลานโจว จางเย่ เจียอวี้กวาน จนกระทั่งถึงตุนหวง (หรือไกลกว่านั้น ใครที่เที่ยวเต็มเส้นทางอาจเข้ามณฑลซินเจียงต่อไปถึงทูร์พาน อูรุมชี คัชการ์ ออกไปยังคาซัคสถานและอิหร่านโน่นเลย) ส่วนไฮไลต์ทั้งหมดที่เราหยิบมานี้ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาประมาณ 5-6 วัน แต่ต้องเผื่อค่าเครื่องบินในประเทศไว้ด้วยนะ

- คนส่วนใหญ่นิยมนั่งรถเที่ยวไปตามเส้นทาง 1 ขา และนั่งเครื่องบิน 1 ขา  เพราะเส้นทางนี้เป็นการเที่ยวไปเรื่อย ๆ แบบโร้ดทริป แต่ละวันต้องนั่งรถค่อนข้างนาน ขอแนะนำให้แทรกด้วยรถไฟความเร็วสูงบ้าง จะช่วยย่นเวลาและระยะทางได้ 

วิวบางจุดจากหน้าต่างรถไฟ ยังสวยกว่าวิวรถโค้ชอีกนะ

- ในเส้นทางนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งเครื่องบินและรถไฟจะเข้มงวดกวดขันเรื่องสัมภาระเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกระป๋องสเปรย์ ของมีคม เช่น มีดทุกชนิด มีดพับ และกรรไกร โดนยึดแน่นอนไม่ต้องสงสัย เอาใส่กระเป๋าใหญ่ก็ไม่รอดนะจ๊ะ

- ถ้าเที่ยวอยู่แค่แนวระเบียงเหอซี จะยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเรื่องเวลามากนัก แต่ถ้าไปถึงอูรุมชีหรือคัชการ์ก็อาจต้องจูนกันเล็กน้อย เพราะแม้จะใช้เวลาเดียวกับปักกิ่ง แต่ที่จริงแล้วซินเจียงอยู่ห่างออกมาอีก 2 เขตเวลา อาจเจอพระอาทิตย์ตกตอนสามทุ่มได้


- อาหารท้องถิ่นในเส้นทางสายไหมจะเป็นอาหารมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นถิ่นของชนกลุ่มน้อยที่เป็นชาวมุสลิม เชื่อว่าสายเนื้อจะเปรมมาก ๆ กับเนื้อแพะและวัวที่หากินได้ง่าย ของดังอีกอย่างคือบะหมี่เนื้อวัวหลานโจว แต่อาหารจีนทั่วไปก็ยังหาทานได้นะ


นอกจากนี้ พืชผักผลไม้ในแถบนี้ยังมีความพิเศษกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ยิ่งเลยไปทางอูรุมชี ยิ่งมีของดีอย่างแตงฮามี่กวา อินทผาลัม องุ่นและไวน์หวานฉ่ำ รวมไปถึงพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ โดยเฉพาะวอลนัทให้ลอง ส่วนสายยาจีนจะต้องตาลุกวาวกับอั่งจ๊อ (พุทราแดง) และเก๋ากี้ดำที่เป็นของดีของดังในแถบนี้ เพราะราคาถูกกว่าที่อื่นเยอะเลย 

เราเชื่อว่า หากได้มาเยือนเส้นทางสายไหมสักครั้ง ไม่ว่าใครก็ต้องหลงเสน่ห์เส้นทางการค้าที่ยาวและเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งนี้กันทั้งสิ้น เพราะเส้นทางนี้มีอะไรให้ชมและค้นพบมากมาย เรียกว่าไปรอบเดียวไม่มีทางเก็บครบแน่ ๆ ว่าแล้วก็อยากไปซ้ำอีกหลาย ๆ รอบ! ส่วนใครที่สนใจจะให้ต้าหัวช่วยแพลนทริปหรือจัดทัวร์ให้ ติดต่อเข้ามาได้ทุกช่องทางเลยนะ

Powered by MakeWebEasy.com